สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเวที “เตรียมพร้อม รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากงานวิจัยมาร่วมถ่ายทอดและจัดแสดง เพื่อเสริมความพร้อมของประชาชนและหน่วยงานในการเฝ้าระวัง คาดการณ์ แจ้งเตือน และลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม แผ่นดินไหว และสึนามิ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดเสวนา “เตรียมพร้อม รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงานและนำเสนอผลการดำเนินงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8 ชั้น 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม เหตุธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยถล่ม หรือแผ่นดินไหวในหลายพื้นที่ ล้วนสะท้อนว่าภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันและส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน
วช. จึงมุ่งสื่อสารองค์ความรู้และนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนทุนมาเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความพร้อมของหน่วยงานและประชาชน เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม 12 ผลงาน ครอบคลุมตั้งแต่ระบบตรวจวัดน้ำและเตือนภัยน้ำท่วม แพลตฟอร์มรับมืออุทกภัย เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ การประเมินความเสี่ยงพื้นที่น้ำท่วม ระบบเฝ้าระวังดินถล่มและสุขภาพโครงสร้าง ระบบตรวจติดตามการสั่นไหวของอาคารแบบเวลาจริง ระบบสนับสนุนการตัดสินใจรับมือสึนามิ ตลอดจนรูปแบบการเรียนรู้และนวัตกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติ

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. วช. บรรยายหัวข้อ “เตือนก่อนท่วม ทางรอดของชุมชนต้นน้ำและพื้นที่ลุ่มน่าน” โดยชี้ว่า ภัยพิบัติปัจจุบันมีความรุนแรงและเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน เช่น ฝนตกหนักนำไปสู่น้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม หรือแผ่นดินไหวที่อาจตามมาด้วยอาคารถล่มและอัคคีภัย
การจัดการน้ำท่วมจึงต้องประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ระบบเตือนภัย ที่มีข้อมูลใกล้ตัว แผนที่ความเสี่ยงและเกณฑ์อันตราย, มาตรการล่วงหน้า ทั้งการซ้อมรับภัยและการเสริมโครงสร้าง เช่น ฝายชะลอน้ำ อาคารพักน้ำและระบบดักตะกอน และ การตัดสินใจ ว่าจะอยู่ ยก หรือย้าย เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้ทันต่อสถานการณ์

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายเรื่อง “ถอนตัวก่อนถล่ม กลไกการเฝ้าระวังเหตุดินถล่มในภาวะฝน” พร้อมยกบทเรียนจากเหตุธารน้ำแข็งและดินถล่มในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงของพื้นที่ภูเขา
การจัดการพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณตีนเขาที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดิน จำเป็นต้องใช้ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมในการประเมินความเสี่ยง การประกาศแจ้งเตือน การสร้างกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน และการปรับตัวของประชาชน รวมถึงการนำหลักวิชาการไปใช้ในมาตรฐานการก่อสร้าง
ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ “เตรียมเมือง เตรียมคน อย่างไรในวันที่แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว” โดยนำเสนอการใช้ระบบตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ผ่านโครงข่ายเซนเซอร์ที่ติดตั้งในอาคาร เพื่อตรวจวัดการสั่นไหว ประเมินความเสียหายของโครงสร้าง และแจ้งเตือนผู้ใช้อาคาร รวมถึงแนวทางการเสริมกำลังอาคารเพื่อเพิ่มความปลอดภัย
ส่วน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัญจพาณ์ สุขโข จากสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย นำเสนอการพัฒนาศักยภาพประชาชนผ่าน “PANJAPA MODEL” เพื่อเสริมความรู้ การรับรู้ความเสี่ยง และทักษะปฏิบัติที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอด ช่วยเหลือผู้อื่น และบริหารจัดการสถานการณ์แผ่นดินไหวให้เหมาะสมกับช่วงวัยและบริบทของพื้นที่

ควบคู่กับนวัตกรรม “Inno Smart Safety” ซึ่งเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ 3 ขั้น ได้แก่ เรียนรู้ผ่านเกม–ฝึกจากอุปกรณ์จริง–ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผ่านสื่อและอุปกรณ์ เช่น การ์ดเกม Survival Bag Challenge กระเป๋า SMART SAFETY GO BAG และผ้า Smart Safety เพื่อให้ประชาชนเกิดทั้งความรู้ ความตระหนัก และทักษะในการเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย

สำหรับผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่จัดแสดงในครั้งนี้ ครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเฝ้าระวัง คาดการณ์ แจ้งเตือน ประเมินความเสี่ยง และเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ตั้งแต่ “สถานีตรวจวัดน้ำท่าเพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยน้ำท่วม จังหวัดน่าน” และ “แพลตฟอร์มเสริมสร้างความพร้อมรับมืออุทกภัยจังหวัดน่าน” จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปจนถึงระบบตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริง ระบบสนับสนุนการตัดสินใจรับมือภัยสึนามิ และนวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัยจากสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง
การจัดเวทีครั้งนี้สะท้อนบทบาทของงานวิจัยและนวัตกรรมในการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้งานจริง เพื่อช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานสามารถ “รู้ทัน เตรียมพร้อม และรับมือ” กับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างเป็นรูปธรรม










