เมื่อพูดถึง “แผล” หลายคนอาจนึกถึงแผลจากอุบัติเหตุ แผลไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก แต่ในโรงพยาบาลยังมีแผลอีกประเภทที่มีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการรักษา นั่นคือ แผลเรื้อรัง เช่น แผลจากโรคมะเร็ง แผลเบาหวาน และแผลที่เกิดจากปัญหาการไหลเวียนของเลือด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่นำไปสู่การพัฒนา Project HEAL โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมวัสดุทำแผลขั้นสูง โดย นายนรินทร์ เก้ากบัวทอง (Narin Kaogbuathong) รองประธานกรรมการ ฝ่าย Life Science Innovation Department, PTT Innovation Institute, PTT Public Company Limited เป็นผู้ถ่ายทอดแนวคิดและภาพรวมของการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าว

นายนรินทร์กล่าวว่า ภาพของ “แผล” ที่คนทั่วไปคุ้นเคยอาจแตกต่างจากสิ่งที่พบในระบบโรงพยาบาล เพราะผู้ป่วยจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับแผลเรื้อรังที่เกิดจากโรคหรือภาวะทางสุขภาพ ซึ่งหากได้รับการดูแลไม่เหมาะสม อาจใช้เวลานานในการรักษาและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
ตลาด Advanced Wound Care ไทยยังพึ่งพาสินค้านำเข้า
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ Advanced Wound Care หรือวัสดุทำแผลขั้นสูง มีบทบาทมากขึ้นในการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากได้รับการออกแบบให้มีคุณสมบัติเฉพาะ เช่น ช่วยควบคุมความชุ่มชื้นของแผล สนับสนุนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการฟื้นตัว และช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
อย่างไรก็ตาม ตลาดในประเทศไทยยังถูกครองโดยผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า ตลาด Advanced Wound Care ในไทยมีมูลค่าประมาณ 1.6 พันล้านบาท และผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
โครงสร้างตลาดดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึง โอกาสของผู้ประกอบการไทย ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ของคนไทย

แต่การเข้าสู่ตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านความปลอดภัย ประสิทธิผล การทดสอบทางคลินิก ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคลากรทางการแพทย์
จากห้องแล็บ สู่การใช้งานจริงในโรงพยาบาล
จุดเด่นของ Project HEAL คือการพัฒนาที่ครอบคลุมตั้งแต่ งานวิจัยในห้องปฏิบัติการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดสอบ ไปจนถึงการศึกษาทางคลินิก เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริง
ในช่วงเริ่มต้น ทีมพัฒนาเริ่มจากวัสดุทำแผลสำหรับแผลบางลักษณะ โดยเน้นคุณสมบัติในการช่วยรักษาความชุ่มชื้น ซึ่งเหมาะกับแผลที่มีลักษณะแห้ง แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานร่วมกับโรงพยาบาลจริง กลับพบว่า วัสดุทำแผลเพียงชนิดเดียวไม่สามารถตอบโจทย์การรักษาแผลได้ทุกประเภท
เพราะแผลแต่ละชนิดและแต่ละระยะมีความต้องการแตกต่างกัน จึงนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรองรับลักษณะของแผลที่หลากหลายมากขึ้น
จากการดำเนินงานต่อเนื่องประมาณ 10 ปี ปัจจุบัน Project HEAL สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้รวม 8 SKU และผ่านกระบวนการด้านการพัฒนาเชิงพาณิชย์แล้ว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันงานวิจัยจากห้องทดลองให้ก้าวไปสู่การใช้งานจริง
โครงการนี้จึงไม่เพียงเป็นการพัฒนาวัสดุทำแผลขั้นสูง แต่ยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้กับระบบสาธารณสุขไทย และเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนา Medical Innovation ที่ผลิตโดยคนไทย








