สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้การสนับสนุนงานวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับ ผศ.น.สพ.ดร.วินัย แก้วละมุล สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับท้องถิ่นและเขตเมือง ช่วยเพิ่มศักยภาพในการตัดสินใจของหน่วยงานต่าง ๆ และยกระดับการเตรียมพร้อมของประชาชนในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม
ผศ.น.สพ.ดร.วินัย แก้วละมุล สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว่า ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนี้มีความสามารถในการพยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3–7 วัน โดยอาศัยข้อมูลจากดาวเทียมและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ พร้อมวิเคราะห์คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ระดับน้ำ และระยะเวลาที่อาจเกิดน้ำล้นตลิ่ง ช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นอย่างองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลสามารถเตรียมการ วางแผน และดำเนินการได้อย่างทันท่วงที เช่น การสร้างคันกั้นน้ำหรือวางแนวทางการอพยพประชาชน
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนคือพื้นที่ในเขต อบต.สวน ซึ่งปกติจะเผชิญน้ำท่วมทุกปีเมื่อมีฝนตกหนัก แต่จากการนำข้อมูลระบบไปใช้ร่วมกับการบริหารของท้องถิ่น ทำให้ในปีล่าสุด แม้พายุวิภาจะมาพร้อมฝนปริมาณมาก พื้นที่ดังกล่าวกลับไม่เกิดน้ำท่วม ทั้งยังสามารถแบ่งทรัพยากรไปช่วยเหลือพื้นที่ข้างเคียงที่เสี่ยงภัยได้อีกด้วย
นอกจากลดความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว ระบบยังช่วยปกป้องผลผลิตทางการเกษตรและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เช่น ดินปนเปื้อนโลหะหนักที่เกิดจากน้ำท่วมขัง ซึ่งถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เกษตรกรไทยในระยะยาว
วช. ยังคงเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและโมเดลการคาดการณ์น้ำในอนาคต โดยตั้งเป้าสร้างระบบที่สามารถประเมินความเสี่ยงได้จากระดับน้ำของสถานีวัดน้ำ เช่น สถานี N1 ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างแม่นยำและปลอดภัย
ความร่วมมือระหว่างนักวิจัย หน่วยงานท้องถิ่น และ วช. แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในข้อมูลและเทคโนโลยีไม่เพียงแต่ช่วยลดความสูญเสียจากภัยพิบัติเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับศักยภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และเสริมความมั่นคงให้แก่ภาคเกษตรกรรมในระยะยาวอีกด้วย








