การผลักดัน “ซอฟต์พาวเวอร์” ของไทย เสียงดนตรีกำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยง “งานวิจัย” เข้ากับ “วัฒนธรรม” และ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้แสดงให้เห็นภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน ผ่านการนำองค์ความรู้ด้านดนตรีลงสู่พื้นที่จริง ในเวทีการแสดง “จังซีลอนนครนานาชาติ” ณ ลานมังกร จังหวัดภูเก็ต
การแสดงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงงานดนตรี หากแต่เป็น “ผลลัพธ์ของงานวิจัย” ที่ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบศิลปะการแสดง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้ก้าวสู่เวทีนานาชาติ ผ่านการผสมผสานเสียงดนตรีจากหลากหลายวัฒนธรรม
ภายใต้การสนับสนุนของ วช. ร่วมกับมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข การแสดงครั้งนี้ได้หยิบ “ภูเก็ต” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม มาเป็นฐานในการศึกษาและสร้างสรรค์ผลงาน โดยใช้ “ดนตรี” เป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และรากเหง้าของผู้คนในพื้นที่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. สะท้อนภาพว่า การสนับสนุนงานวิจัยด้านดนตรีครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การศึกษาเชิงวิชาการ แต่เป็นการ “ต่อยอดองค์ความรู้” ไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในสังคม ผ่านการแสดงที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน
หัวใจสำคัญของเวทีนี้ คือการนำ “วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้า” มาบรรเลงร่วมกับ “วงปล่อยแก่ภูเก็ต” ซึ่งเป็นดนตรีพื้นถิ่น สะท้อนการบูรณาการระหว่าง “ดนตรีคลาสสิก” และ “ดนตรีชุมชน” ได้อย่างกลมกลืน บทเพลงที่นำเสนอมีตั้งแต่เพลงของชาวเล รองเง็ง ไปจนถึงเร็กเก้ และบทเพลงนานาชาติ ทั้งโปรตุเกส ยุโรป จีน และแขก สะท้อนความเป็น “เมืองพหุวัฒนธรรม” ของภูเก็ตได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังมีการผสานศิลปะแขนงอื่นเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์ ผ่านการสร้างสรรค์จิตรกรรมประกอบบทเพลง ทำให้การแสดงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “เสียง” แต่ขยายไปสู่ “ภาพ” และ “อารมณ์” ที่ผู้ชมสามารถรับรู้ได้อย่างรอบด้าน
ในมุมของท้องถิ่น การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของภูเก็ต จากเมืองท่องเที่ยวสู่ “เมืองวัฒนธรรมระดับนานาชาติ” โดยนายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต มองว่า เวทีดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น แต่ยังเปิดโอกาสให้ศิลปินทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงศิลปินรุ่นใหม่ ได้แสดงศักยภาพบนเวทีเดียวกัน
ขณะที่ภาคเทศบาลนครภูเก็ต มองว่า นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของการนำ “งานวิจัย” มาสร้างคุณค่าเชิงสร้างสรรค์ในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ประชาชน และสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่เข้าถึงได้จริง

สิ่งที่น่าสนใจคือ การแสดงครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มใหม่ของการพัฒนางานวิจัยไทย ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียง “การผลิตองค์ความรู้” แต่ก้าวไปสู่ “การสร้างมูลค่า” ผ่านวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจในระดับพื้นที่และระดับประเทศ
ในภาพใหญ่ “ดนตรี” จึงไม่ได้เป็นเพียงศิลปะเพื่อความบันเทิง แต่กำลังกลายเป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของไทย สร้างการรับรู้ในเวทีโลก และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ทั้งในมิติของการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
การขับเคลื่อนครั้งนี้ของ วช. จึงไม่ใช่แค่การจัดแสดงดนตรีหนึ่งเวที แต่เป็นการวางรากฐานของ “ระบบนิเวศวัฒนธรรม” ที่เชื่อมโยงงานวิจัย ศิลปะ และสังคม เข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน—และอาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยในระยะยาว










