สถาบันอาหาร (NFI) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยในเวทีโลก พร้อมชี้ “อินเดีย” เป็นตลาดยุทธศาสตร์ใหม่ที่มีศักยภาพสูง จากจำนวนประชากรกว่า 1.46 พันล้านคน และแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลกภายในปี 2030
พิธีลงนามจัดขึ้น ณ ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต ร่วมลงนาม พร้อมเปิดเวทีเสวนา “เปิดแมพ : อินเดีย ตลาดใหม่ที่โลกกำลังจับตา และทิศทางนวัตกรรมอาหารอนาคต”

นางสาวไปยดา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และโภชนาการมากขึ้น
พร้อมระบุว่า “อินเดีย” กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคสำคัญของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยกว่า 7.6% ต่อปี และโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และ Future Food เติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้อินเดียกลายเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” ได้แก่ การเติบโตของชนชั้นกลาง การขยายตัวของเมือง โครงสร้างประชากรวัยแรงงาน การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง
อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง ผู้ประกอบการไทยจึงต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานด้าน Food Safety และ Traceability เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสการแข่งขันในระยะยาว
สำหรับความร่วมมือระยะเวลา 3 ปีครั้งนี้ ครอบคลุม 7 ด้านสำคัญ อาทิ การพัฒนางานวิจัยและองค์ความรู้ การผลักดันนโยบายลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเครือข่ายธุรกิจ การพัฒนามาตรฐานและบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิด BCG การสนับสนุน Future Food และการสร้าง Food Innovation Ecosystem เพื่อช่วยให้ Startup และ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยี ตลาด และแหล่งทุนได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน สถาบันอาหารยังเดินหน้าพัฒนา “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มสนับสนุนนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ระบบมาตรฐาน โรงงานต้นแบบ ไปจนถึงการเข้าถึงตลาดและแหล่งทุน เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก
ด้าน ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยจาก “ฐานการผลิต” สู่ “ฐานนวัตกรรมอาหาร” ของภูมิภาค โดยเฉพาะในยุคที่โลกเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบ คุณภาพอาหาร และชื่อเสียงอาหารไทยในระดับโลก แต่สิ่งสำคัญคือการต่อยอดสู่ Future Food เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ โปรตีนทางเลือก รวมถึงการนำ Food Tech และ AI มาพัฒนากระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ สถาบันอาหารและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตั้งเป้าร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวจาก “ครัวของโลก” สู่ “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของโลก” ที่สามารถสร้างมูลค่า เทคโนโลยี และแบรนด์อาหารไทยได้อย่างยั่งยืนในอนาคต








