สวทช. เดินหน้านวัตกรรม “EnPAT” น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าจากปาล์มน้ำมันไทย ยกระดับความปลอดภัย–เพิ่มมูลค่าภาคเกษตร พัฒนาน้ำมันหม้อแปลงชนิดติดไฟยาก ลดความเสี่ยงเหตุเพลิงไหม้ พร้อมต่อยอดปาล์มน้ำมันสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและเศรษฐกิจหมุนเวียน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) เดินหน้าพัฒนานวัตกรรม “EnPAT (Less Flammable Bio-Transformer Oil)” น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย มุ่งตอบโจทย์ 2 ความท้าทายสำคัญของประเทศ ทั้งด้านการยกระดับความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า และการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรไทย
นวัตกรรมดังกล่าวเกิดจากแนวคิดในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าและภาคการเกษตร โดยเฉพาะความเสี่ยงจากเหตุการณ์ หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ขณะเดียวกันประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายสำคัญของโลก แต่เกษตรกรต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาปาล์มน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

ทีมวิจัยจึงนำปาล์มน้ำมันของไทยมาพัฒนาเป็นน้ำมันหม้อแปลงชีวภาพ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม พร้อมยกระดับความปลอดภัยให้กับระบบไฟฟ้า โดย EnPAT มีจุดเด่นด้านจุดวาบไฟและจุดติดไฟที่สูงกว่าน้ำมันหม้อแปลงทั่วไปประมาณ 2 เท่า ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดและลุกลามของเพลิงไหม้ในกรณีที่เกิดความผิดปกติหรือเหตุการณ์หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด
นอกจากประโยชน์ด้านความปลอดภัยแล้ว EnPAT ยังตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัตถุดิบชีวภาพ และเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งานยังสามารถนำไปต่อยอดเป็น น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยาน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ได้ แทนการกำจัดในรูปของเสียอันตรายเช่นเดียวกับน้ำมันหม้อแปลงบางประเภท จึงเป็นการเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์จากปาล์มน้ำมันได้มากกว่าหนึ่งต่อ และสอดรับกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการมุ่งสู่ Net Zero ของประเทศ
จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง
EnPAT ผ่านการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2563–2564 ทีมวิจัยได้พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์และได้รับ อนุสิทธิบัตรเลขที่ 25232 ก่อนเข้าสู่กระบวนการทดสอบคุณสมบัติและความคงตัวของผลิตภัณฑ์
ในช่วงปี 2565–2566 มีการทดสอบการเสื่อมสภาพของน้ำมันในสภาวะเร่งเป็นระยะเวลานานกว่า 8 เดือน เพื่อประเมินความเหมาะสมและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ขณะที่ในช่วงปี 2566–2567 ได้เดินหน้าทดลองและขยายกระบวนการผลิต โดยมีต้นแบบการผลิตในระดับ 400 ลิตรต่อครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การใช้งานในระดับที่ใหญ่ขึ้น

ปัจจุบัน EnPAT ได้ถูกนำไปทดสอบการใช้งานร่วมกับหน่วยงานด้านระบบไฟฟ้า โดยมีการติดตั้งหม้อแปลงที่ใช้น้ำมันดังกล่าวในพื้นที่ต่าง ๆ รวม 10 จุดทั่วประเทศ ร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อเก็บข้อมูลจากการใช้งานจริงและประเมินศักยภาพก่อนขยายผลในวงกว้าง
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังมีแผนเดินหน้าทดสอบการใช้งานร่วมกับหน่วยงานด้านไฟฟ้าเพิ่มเติม โดยอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสำหรับการนำ EnPAT ไปติดตั้งและประเมินประสิทธิภาพในโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไปใช้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอนาคต
นวัตกรรมที่เชื่อม “ความปลอดภัย–เกษตร–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม”
EnPAT จึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงชนิดใหม่ แต่เป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีมาสร้างผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ตั้งแต่ การลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในระบบไฟฟ้า การเพิ่มมูลค่าให้ปาล์มน้ำมันไทย การสร้างทางเลือกให้กับภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ
ด้วยคุณสมบัติที่เน้นทั้งความปลอดภัยและการใช้วัตถุดิบชีวภาพ EnPAT จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานวิจัยที่สะท้อนบทบาทของ สวทช. และศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ในการผลักดันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรของประเทศและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว








