เครือข่ายทันตบุคลากรไทยเพื่อการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และภาคีเครือข่ายสุขภาพ เดินหน้ารณรงค์ป้องกันภัยบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน ผ่านกิจกรรม “Zero Smoke No Vape : โชว์พลังเยาวชน – ทันตบุคลากรสร้างสังคมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ
ภายในงานมีการรวมพลังของเยาวชน บุคลากรทางการศึกษา ทันตบุคลากร และเครือข่ายสุขภาพ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กไทยรู้เท่าทันอันตรายของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล

รศ.ทพญ.ดร. ศิริวิมล ศรีสวัสดิ์ นายกทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนไทยยังน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์และสื่อสังคมดิจิทัล ขณะเดียวกันผู้ผลิตยังพัฒนารูปแบบสินค้าให้คล้ายของเล่น ขนม หรืออุปกรณ์การเรียน เพื่อดึงดูดให้เด็กทดลองใช้โดยไม่ตระหนักถึงอันตราย
ทั้งนี้ ข้อมูลทางทันตแพทยศาสตร์พบว่า บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโรคปริทันต์อักเสบ ภาวะเลือดออกตามไรฟัน การสูญเสียฟันก่อนวัย การเสียสมดุลจุลินทรีย์ในช่องปาก รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งช่องปาก อีกทั้งนิโคตินยังส่งผลต่อสมอง หัวใจ และระบบหลอดเลือด โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่นที่สมองยังพัฒนาไม่สมบูรณ์

นายกทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ยังเสนอให้ภาครัฐเร่งออกกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ที่ปัจจุบันมีการพัฒนาไปไกล ทั้งแบบลูกอม ยาสูดดม และผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์ดึงดูดเด็ก พร้อมเพิ่มบทลงโทษเกี่ยวกับการสูบและครอบครองบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

ด้าน นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อเด็กและเยาวชน เนื่องจากกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้ามุ่งเป้ากลุ่มเยาวชนโดยตรง ทั้งการออกแบบสินค้าให้มีสีสัน กลิ่น และรูปลักษณ์ที่ดึงดูด รวมถึงการใช้สื่อออนไลน์สร้างความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยหรือช่วยเลิกบุหรี่ได้
สพฐ. จึงร่วมมือกับเครือข่ายทันตบุคลากรและภาคีสุขภาพ ขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ สื่อสร้างสรรค์ การเฝ้าระวังในโรงเรียน และกิจกรรมเสริมทักษะการปฏิเสธบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าให้กับนักเรียนทั่วประเทศ พร้อมย้ำว่าครอบครัวและผู้ปกครองต้องใกล้ชิดและสอดส่องพฤติกรรมบุตรหลานมากขึ้น

ขณะที่ ทันตแพทย์ สุธา เจียรมณีโชติชัย ประธานแผนงานย่อยทันตบุคลากรต้านภัยยาสูบชุดที่ 2 กล่าวว่า ปัจจุบันอายุของผู้เริ่มสูบบุหรี่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และพบเยาวชนเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างทักษะชีวิตและทักษะการปฏิเสธในเด็ก
นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการช่วยผู้ป่วยเลิกบุหรี่ในคลินิกทันตกรรมควบคู่กับการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในโรงเรียน โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โครงการดำเนินงานครอบคลุม 20 จังหวัด ใน 12 เขตสุขภาพ และโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 111 แห่ง มีการคัดกรองผู้ป่วยกว่า 525,013 คน พบผู้สูบบุหรี่ 29,114 คน และสามารถชักชวนเข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่ได้ 5,681 คน โดยช่วยให้เลิกบุหรี่สำเร็จ 782 คน คิดเป็นร้อยละ 13.77
ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษหัวข้อ “บุหรี่ไฟฟ้า / นิโคตินรูปแบบใหม่ สู่ยาเสพติด” โดย ผศ.ดร. ศรีรัช ลาภใหญ่ ที่ออกมาเตือนถึงการแพร่ระบาดของผลิตภัณฑ์นิโคตินยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น “นิโคตินแบบซอง” หรือ nicotine pouch ที่ใช้วิธีเหน็บในช่องปากเพื่อดูดซึมนิโคติน รวมถึง “พอดจมูก” และบุหรี่ไฟฟ้าผสมยาเสพติดอย่าง “พอดเค” และ “พอดซอมบี้” ที่กำลังสร้างความเสี่ยงร้ายแรงต่อเยาวชนไทย
ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนต่างย้ำถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวัง ควบคุม และสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนไทยอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องสังคมไทยจากภัยบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์นิโคตินทุกรูปแบบอย่างยั่งยืน







